img

วันที่ลง :  13-01-2015

ประวัติความเป็นมา

 

1. โรงกระสาปน์สิทธิการ โรงกษาปณ์แห่งแรกของไทย (พุทธศักราช 2403 – 2418)
Mint1
    โรงกษาปณ์แห่งแรกของประเทศไทยสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ในยุคที่ประเทศไทยกำลังปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย พร้อม ๆ กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการค้า
    
    พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงกษาปณ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2403 และพระราชทานนามว่า “โรงกษาปณ์สิทธิการ” โรงกษาปณ์แห่งแรกนี้ตั้งอยู่บริเวณโรงทำเงินพดด้วงเดิมด้านหน้าพระคลังสมบัติ บริเวณมุมถนนใกล้กับทางออกประตูสุวรรณบริบาลด้านทิศตะวันออก ลักษณะเป็นอาคาร 2 ชั้นก่ออิฐถือปูน มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก มีทางขึ้นชั้นสองอยู่ทางด้านหน้า


    มีประกาศใช้เหรียญกษาปณ์ที่ผลิตได้เป็นครั้งแรก เป็นตราพระมหามงกุฎข้างในวงจักรมี 5 ชนิดราคา คือ บาท กึ่งบาท สลึง เฟื้อง และ กึ่งเฟื้อง เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2403 โดยให้ใช้ควบคู่ไปกับเงินพดด้วง แต่ไม่โปรดเกล้าฯ ให้มีการผลิตพดด้วงเพิ่มขึ้นอีก

 

 

2. โรงกระสาปน์สิทธิการ สมัยรัชกาลที่ 5 (พุทธศักราช 2418-2445)

Mint2    ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เศรษฐกิจของไทยมีความเจริญรุ่งเรืองพร้อมๆ กับการขยายตัวด้านการค้ากับต่างประเทศ การผลิตเหรียญกษาปณ์เพื่อใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จึงมีปัญหาผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ ประกอบกับเครื่องจักรเดิมเริ่มเก่าและชำรุด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สั่งซื้อเครื่องจักรผลิตเหรียญกษาปณ์เครื่องใหม่ชนิดขับเคลื่อนด้วยแรงดันไอน้ำที่มีกำลังผลิตสูงขึ้นพร้อมทั้งสร้างโรงกระสาปน์สิทธิการขึ้นใหม่ให้กว้างขวางกว่าเดิม   เพื่อรองรับความต้องการใช้เหรียญกษาปณ์ที่มีจำนวนปริมาณเพิ่มมากขึ้น ในปี พ.ศ. 2418 โรงกระสาปน์สิทธิการแห่งที่ 2 นี้สร้างขึ้นในบริเวณด้านทิศตะวันตกของประตูสุวรรณบริบาล   ตรงข้ามกับโรงกษาปณ์เดิมภายในพระบรมมหาราชวัง รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบตะวันตกอาคารรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสูง 2 ชั้น ก่ออิฐถือปูน (ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม)

    พระราชพิธีสมโภชและเปิดโรงกษาปณ์มีขึ้นเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2419และเปลี่ยนตราเงินใหม่เป็นตราพระบรมรูป-ตราแผ่นดิน(ตราอาร์ม)ชนิดราคา บาทหนึ่ง สลึงหนึ่ง เฟื้องหนึ่ง ซึ่งเป็นเหรียญกษาปณ์ไทยรุ่นแรกที่มีพระบรมรูปพระมหากษัตริย์บนหน้าเหรียญตามแบบสากลนิยม อันเป็นรูปแบบหนึ่งที่ถือปฏิบัติต่อมาจวบจนถึงปัจจุบัน

3. โรงกระสาปน์สิทธิการ ริมคลองหลอด (พุทธศักราช 2445-2515)

MInt3    ความเจริญก้าวหน้าด้านการค้าของประเทศ ส่งผลให้ความต้องการใช้ เหรียญกษาปณ์เพิ่มสูงขึ้นในขณะที่เครื่องจักรแรงดันไอน้ำที่มีอยู่เริ่มชำรุด เนื่องจากใช้ติดต่อกันมาเป็นเวลานานถึง 25 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงกระสาปน์สิทธิการแห่งใหม่ขึ้น ในบริเวณอันเป็นที่ตั้งของวังเจ้านาย 6 พระองค์ ซึ่งเรียกสถานที่นี้ว่า " วังสะพานเสี้ยว " ริมคลองหลอด ด้านถนนเจ้าฟ้า ทางทิศเหนือของท้องสนามหลวง ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสูง 2 ชั้น มีรูปแบบเป็นสถาปัตยกรรมตะวันตก ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ "หอศิลป์แห่งชาติ ถนนเจ้าฟ้า"

    พิธีเปิดโรงกษาปณ์แห่งที่ 3 อย่างเป็นทางการมีขึ้นเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2445 และได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น "กรมกระสาป์นสิทธิการ" ติดตั้งเครื่องจักรผลิตเหรียญกษาปณ์เครื่องใหม่ ซึ่งทำงานด้วยกำลังไฟฟ้าสามารถผลิตเหรียญได้ประมาณวันละ 80,000 ถึง 100,000 เหรียญ โดยไม่ต้องทำการล่วงเวลา ส่วนเงินพดด้วงโปรดเกล้าฯ ให้เลิกใช้ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2451

    เมื่อมีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติมาตราทองคำ รัตนโกสินทร์ศก 127 (พ.ศ. 2451)” ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผลิตเหรียญกษาปณ์ชนิดราคา 1 บาทตราพระบรมรูป-ตราไอราพต จากโรงกษาปณ์ปารีส จำนวน 1,036,691 เหรียญ แต่ไม่ทันได้ประกาศใช้ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน โดยตราไอราพตได้ใช้เป็นตราประจำแผ่นดินเรื่อยมาจนสิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

    ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ประเทศไทยได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 โลหะที่ใช้ในการผลิตเหรียญกษาปณ์มีราคาสูงขึ้น จึงต้องลดส่วนผสมของโลหะเงินลงและผลิตธนบัตร ราคา 1 บาทออกใช้แทนเหรียญกษาปณ์

    ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงแก้ไขภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยในส่วนที่เกี่ยวกับการผลิตเงินตรา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยุบฐานะของกรมกระสาปน์สิทธิการลงเป็นโรงงานขึ้นกับกรมฝิ่นหลวง เหรียญที่ใช้ในรัชกาลนี้เป็นชนิดนิกเกิล 5 สตางค์ และชนิดทองแดง 1 สตางค์ ที่นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย  ในการผลิต และต้องงดผลิตเหรียญกษาปณ์เป็นเวลานานถึง 6 ปี โดยมีเหรียญเงิน 50 สตางค์ และ 25 สตางค์ ตราพระบรมรูป-ช้างยืนแท่นเป็นเหรียญประจำรัชกาล

    ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดโรงงานกษาปณ์ขึ้นใหม่ เพื่อผลิตเหรียญกษาปณ์ออกใช้เอง เมื่อปีพุทธศักราช 2476 โดยตั้งขึ้นเป็น " แผนกกษาปณ์ " และโอนไปสังกัดกรมพระคลังมหาสมบัติ ต่อมาได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น " กองกษาปณ์ " สังกัดกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง

     ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ช่วงเวลานั้นประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปีพุทธศักราช 2482 รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาการขาดแคลนเงินปลีกอันเนื่องมาจากสินค้ามีราคาสูง ด้วยการนำเหรียญเงิน 2 สลึงในคลังมาหลอมและผลิตเหรียญเงินชนิดราคา 20 สตางค์ 10 สตางค์ และ 5 สตางค์ ขึ้นใช้แทนการสั่งผลิตจากต่างประเทศ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการนำโลหะเงินมาผลิตเป็นเงินปลีก และเมื่อโลหะเงินและทองแดงมีราคาสูงขึ้น จึงได้นำดีบุก  มาใช้ผลิตแทน

4. โรงกษาปณ์ ประดิพัทธ (พุทธศักราช 2515-2544)

Mint4


    เพื่อขยายกำลังการผลิตเหรียญกษาปณ์ ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ ในปีพุทธศักราช 2511 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้มีการสร้างโรงกษาปณ์แห่งใหม่เป็นโรงกษาปณ์แห่งที่ 4 ขึ้นบริเวณริมถนนประดิพัทธ เนื่องจากโรงกษาปณ์เดิม (ถนนเจ้าฟ้า) มีบริเวณคับแคบ  ไม่สามารถขยายการติดตั้งเครื่องรุ่นใหม่ที่ทันสมัย เพื่อรองรับความต้องการเหรียญกษาปณ์ที่เพิ่มมากขึ้นตามความเจริญทางเศรษฐกิจได้

    โรงกษาปณ์แห่งที่ 4 ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 11 ไร่เศษ มีบริเวณกว้างขวางพอที่จะสามารถติดตั้งเครื่องจักรอันทันสมัยได้อีกหลายเครื่อง โดยสร้างเสร็จและเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2515 สามารถผลิตเหรียญกษาปณ์ออกใช้ได้ประมาณวันละ 2 ล้านเหรียญ หรือ 750 ล้านเหรียญต่อปี ได้มีการปรับเปลี่ยนลวดลายด้านหลังของเหรียญหลายครั้ง ให้สื่อความหมายชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น โดยที่ยังคงสัญลักษณ์ของชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ไว้เช่นเดิมคือด้านหน้าของเหรียญทุกชนิดราคาเป็นพระบรมรูปรัชกาลที่ 9 เพื่อสื่อความหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ และมีข้อความว่า " ประเทศไทย " เพื่อสื่อความหมายถึงสถาบันชาติและมีรูปโบราณสถานสำคัญทางศาสนาอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เพื่อสื่อความหมายถึงสถาบันศาสนา เหรียญรูปแบบใหม่นี้มีการผลิตออกใช้หมุนเวียนเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบันโดยเปลี่ยนเลขปีพุทธศักราชบนเหรียญตามปีที่ผลิต

    การปรับเปลี่ยนรูปแบบเหรียญกษาปณ์ครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปีพุทธศักราช 2529 เมื่อรัฐบาลมีนโยบายผลิตเหรียญ กษาปณ์ชุดใหม่ทุกชนิดราคา โดยทำการปรับปรุงขนาดและรูปแบบรวมทั้งกำหนดให้มีการผลิตเหรียญกษาปณ์ หมุนเวียน ชนิดราคา 1 สตางค์ ถึง 10 บาท ขึ้นเป็นครั้งแรก ปัจจุบันมีการผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน 9 ชนิดราคาด้วยกัน ได้แก่ชนิดราคา 10 บาท, 5 บาท, 2 บาท, 1 บาท, 50 สตางค์, 25 สตางค์, 10 สตางค์, 5 สตางค์ และ 1 สตางค์

    ในรัชกาลนี้มีการผลิต " เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก " เพื่อเป็นที่ระลึกและบันทึกเหตุการณ์วาระที่สำคัญเสมือนเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ลงบนหน้าเหรียญขึ้นเป็นครั้งแรกในปีพุทธศักราช 2504 เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จนิวัติพระนครหลังจากเสด็จพระราชดำเนินเยือน สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และประเทศภาคพื้นยุโรป และได้ทรงนำชื่อเสียงและเกียรติยศมาสู่ประเทศไทย

    ส่วนเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกชนิดเหรียญขัดเงา ได้ผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกในปีพุทธศักราช 2525 ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าของโรงกษาปณ์ไทย นอกจากการผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์แล้ว ยังมีการผลิตเหรียญกษาปณ์จากโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับองค์กรต่างประเทศ เช่น การจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกปีเด็กสากล ในปีพุทธศักราช 2525 และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่า ในปีพุทธศักราช 2540 เป็นต้น

5. โรงกษาปณ์รังสิต (พุทธศักราช 2545 – ปัจจุบัน)

mint5    การพัฒนาเทคโนโลยีและความเจริญทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการติดต่อค้าขายกันทั่วโลก และการหมุนเวียนของเงินตรามีความคล่องตัวยิ่งขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้เหรียญกษาปณ์ในระบบเศรษฐกิจของประเทศเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มกำลังการผลิตให้เพียงพอกับความต้องการใช้เหรียญกษาปณ์ หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ โดยปรับปรุงโรงกษาปณ์ เพื่อติดตั้งเครื่องจักรที่ทันสมัยเพิ่มขึ้น และมีเป้าหมายให้สามารถผลิตเหรียญ กษาปณ์ได้ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญต่อปี แต่เนื่องจากโรงกษาปณ์ที่ริมถนนประดิพัทธตั้งอยู่ในย่านชุมชนมีพื้นที่จำกัด ไม่สามารถขยายโรงงานได้ ประกอบกับมลภาวะที่เกิดจากกระบวนการผลิตก่อให้เกิดผลกระทบแก่ชุมชนที่อาศัยอยู่โดยรอบโรงงาน

    รัฐบาลจึงมีนโยบายย้ายโรงกษาปณ์ออกไปอยู่นอกเมืองที่มีพื้นที่กว้างขวางและห่างไกลชุมชน เพื่อป้องกันและลดปัญหามลภาวะเป็นพิษจากกระบวนการผลิต และรองรับกำลังการผลิตที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้สามารถผลิตเหรียญกษาปณ์ได้เพียงพอกับความต้องการใช้ในปัจจุบัน และส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไปในอนาคต โดยโรงกษาปณ์แห่งใหม่ตั้งอยู่ที่หลักกิโลเมตร 34 – 35 ริมถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี บนเนื้อที่ประมาณ 128 ไร่เศษ เริ่มดำเนินการกสร้างอาคารและติดตั้งระบบต่าง ๆ แล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2544 กรมธนารักษ์ได้ย้ายโรงกษาปณ์จากประดิพัทธมารังสิตเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 และดำเนินการเต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนมกราคม 2545 เป็นต้นมา

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงเปิดโรงกษาปณ์รังสิตเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2546

จำนวนครั้งที่เข้าชม : 485 ครั้ง
ลงข้อมูลโดย : Super Users